วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

มท. เปิดกิจกรรมการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ “130 ปี กระทรวงมหาดไทย : ความสุขสร้างได้...ด้วยใจอาสา จังหวัดขอนแก่น” เน้นย้ำ มุ่งมั่นขับเคลื่อนพัฒนาองค์ความรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา สร้างความสุขด้วยใจอาสา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน



มท. เปิดกิจกรรมการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ “130 ปี กระทรวงมหาดไทย : ความสุขสร้างได้...ด้วยใจอาสา จังหวัดขอนแก่น” เน้นย้ำ มุ่งมั่นขับเคลื่อนพัฒนาองค์ความรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา สร้างความสุขด้วยใจอาสา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน

วันนี้ (31 ก.ค. 65) เวลา 11.00 น. ที่ศูนย์เรียนรู้ โคก หนอง นา พุทธอารยเกษตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วิทยาเขตขอนแก่น ต.โคกสี อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ตามโครงการ 130 ปี กระทรวงมหาดไทย : ความสุขสร้างได้...ด้วยใจอาสา จังหวัดขอนแก่น เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมายุครบ 70 พรรษา 28 กรกฎาคม 2565 โดยได้รับเมตตาจาก พระเทพวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานสงฆ์ พระโสภณพัฒนบัณฑิต รองอธิการบดี มจร. วิทยาเขตขอนแก่น พระสังฆาธิการ และพระเถระ ร่วมพิธี โดยมี นายจารึก เหล่าประเสริฐ นายสุเทพ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายนิวัติ น้อยผาง นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายศุภชัย ลีเขาสูง ปลัดจังหวัดขอนแก่น หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด นายอำเภอ พัฒนาการอำเภอ ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคีเครือข่ายทั้ง 26 อำเภอ ร่วมในพิธี
โอกาสนี้ พระเทพวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น กล่าวสัมโมทนียกถา ความโดยสรุปว่า ในวันนี้เป็นพิธีกรรมอันสำคัญที่ทุกคนได้มาร่วมกิจกรรมโครงการศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พุทธอารยเกษตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ซึ่งโครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการที่คณะสงฆ์มีปรารภต้นเหตุในการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขให้กับประชาชน อันเกี่ยวข้องกับอีกหลายโครงการ อาทิ โครงการวัด ประชารัฐ สร้างสุข ถือเป็นการสร้างบุญกุศล สืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยคำว่า “พุทธอารยเกษตร” นั้น พุทธ คือ พระพุทธเจ้า อารยะ แปลว่า ประเสริฐ หรือดีงาม เกษตร มาจาก กสิ แปลว่า ผู้ไถ และสำหรับโคก หนอง นา นั้น “โคก” คือ การขุดดินขึ้นมาจากสระ มากองเป็นจำนวนมาก สามารถมาปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ล้มลุก ไม้ยืนต้น “หนอง” ทำเป็นหนองน้ำ ทุกอย่างในน้ำก็มีเป็นจำนวนมาก เป็นอาหารให้กับคน และ “นา” ทั้งนาข้าว นาเกลือ หรืออะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ ล้วนเป็นพื้นที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ อันเป็นแนวทางที่พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทั้ง 2 พระองค์ได้พระราชทานแนวทางตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สอดคล้องกับตามแบบพุทธศาสนีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่า “มัตตัญญุตา” แปลว่า รู้ประมาณ มีความรู้ มีความสามารถ
จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 130 ปี กระทรวงมหาดไทย ขอกราบขอบพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ท่านเจ้าคุณพระโสภณพัฒนบัณฑิต รองอธิการบดี มจร. วิทยาเขตขอนแก่น และคณะสงฆ์จังหวัดขอนแก่น ผู้เป็นหลักชัยของพระพุทธศาสนาและคนไทย ได้สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำให้พี่น้องประชาชนได้ดวงตาเห็นธรรม ด้วยการเห็นของจริง และของจริงที่ทำนั้น ในท้ายที่สุดจะกลายเป็นผลผลิตที่สามารถเลี้ยงดูชุมชน เกื้อกูลประโยชน์สุขให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการเข้าร่วมโครงการและน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ซึ่งเป็นพระราชปณิธานแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานที่แน่วแน่ ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร ซึ่งคำว่า สืบสาน รักษา และต่อยอด นั้น พระองค์ท่านได้ทรงน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ที่มีมากกว่า 40 ทฤษฎี ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร มาต่อยอดประยุกต์สู่โคก หนอง นา
“คำว่า พุทธอริยเกษตร มีที่มาจากคำเดิมที่ว่า “พุทธเกษตร” ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ได้ริเริ่มที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีกำลังสำคัญ คือ ท่านเจ้าคุณพระพิพัฒน์วชิโรภาส (ท่านเจ้าคุณสุขุม) ผู้อำนวยการศูนย์พุทธธรรมสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ป่งดงใหญ่ วังอ้อ ต.หัวดอน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งหลายทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาขับเคลื่อน กระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เมตตาร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน ในการต่อยอด โดยนำทฤษฎีใหม่มาประยุกต์สู่พื้นที่ โคก หนอง นา เช่น ทฤษฎีใหม่ คือ ขุดสระน้ำเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ คือ กว้าง x ยาว x ลึก ในเชิงที่มีความชันลึก จึงประยุกต์ทำเป็นคลองไส้ไก่คดเคี้ยวเลี้ยวลด ความลึกชันลดหลั่นคล้ายคลองธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติช่วยเหลือเกื้อกูลให้สรรพสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกมีความสุข เพราะวิทยาศาสตร์กับธรรมะเป็นเรื่องเดียวกันคือความจริงที่แน่แท้ไม่มีแปรเปลี่ยน ตามหลักความจริงของธรรมชาติหรือหลักวิทยาศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงค้นพบ “น้ำคือชีวิต” จึงพระราชทานเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยทรงเริ่มต้นทดลองครั้งแรกที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ที่พวกเรารู้จักกันว่าแบ่งจัดสรรที่ดินเป็น 30 30 30 10 โดย 30 ส่วนแรกคือการขุดสระกักเก็บน้ำเพื่อให้พอใช้ในพื้นที่ 30 ส่วนถัดมา คือ ใช้ทำการเกษตร อีก 30 ส่วนใช้เลี้ยงสัตว์ ใช้ปลูกไม้ยืนต้น และอีก 10 ส่วน คือ เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง และโรงเรือนอื่น ๆ รวมถึงทฤษฎีเรื่องของการห่มดินหรือเลี้ยงดินเพื่อให้ดินเลี้ยงพืช ทฤษฎีใหม่เรื่องของหลุมขนมครก เรื่องของป่า 5 ระดับ หรือป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง เรื่องอธรรมปราบอธรรม คือ การนำเอาสิ่งที่เราไม่ปรารถนา ไม่ชอบ ใช้ประโยชน์ไม่ได้ และเป็นโทษ มาบริหารจัดการเพื่อให้สิ่งที่เป็นโทษอยู่กลายเป็นคุณ คือ เรื่องของน้ำเน่าน้ำเสีย โดยใช้ผักตบชวาให้มาช่วยในการดูดสารสารอนินทรีย์ ที่เป็นศาลแขวนลอย ทำให้น้ำเน่าเสีย เพื่อลดสาเหตุของการทำให้น้ำเน่าเสีย และทำให้น้ำมีคุณภาพดีขึ้น โดยทรงพระราชทานแนวทางให้ทดลองทำเป็นตัวอย่างที่แหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี และบึงมักกะสัน กรุงเทพมหานคร รวมถึงเรื่องของการที่จะทำให้พวกเรามีความสุขอีกมากมายหลายทฤษฎี อันเป็นเรื่องที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ เหมือนดั่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบสัจธรรมเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติมนุษย์ก็เกิดอยู่แล้วนั่นเอง” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวอีกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขับเคลื่อนทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา และพระราชทานกำลังใจให้กับพสกนิกรของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็น 1) โครงการโคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง ที่ได้รับการขับเคลื่อนผ่านการพัฒนาผู้ต้องขังในเรือนจำให้ได้รับองค์ความรู้และฝึกฝนทักษะในการใช้ชีวิตประจำวันตามหลักการช่วยเหลือพึ่งพาตนเองก่อนจะพ้นโทษ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือพึ่งพาตนเอง ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขร่วมกับผู้อื่นได้ 2) พระราชทานหลักสูตรโคก หนอง นา เป็นหลักสูตรฝึกอบรมในโรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน 3) พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ 4) ทรงกำหนดหลักสูตรฝึกสอนข้าราชบริพารให้ได้เรียนรู้หลักการของโคก หนอง นา ในบริเวณพระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำผลผลิตจากแปลงโคก หนอง นา พระราชทานแก่ข้าราชบริพาร ด้วยเพราะทรงอยากเห็นพสกนิกรมีความสุขอย่างยั่งยืนด้วยการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยที่ทุกอย่างต้องเริ่มที่ “การพัฒนาคน” เมื่อคนมีความรู้พัฒนาได้ที่ ก็ให้นำเอาองค์ความรู้ไปพัฒนาพื้นที่ ลงมือขุด ลงมือปลูก ลงมือทำ หรือเรียกว่า การเรียนรู้แบบปฏิบัติ (Learning by doing) ซึ่งมันจะออกดอกออกผลมีพืชที่ให้อาหาร มีสัตว์เลี้ยง มีธรรมชาติที่เกื้อกูลเป็นแหล่งอาหาร เป็นแหล่งร่มเย็นเป็นสุข และในอนาคตจะมีไม้ใช้สอย ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ และสามารถใช้ทำเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งหากหลาย ๆ ครอบครัวร่วมกันร่วมกันขับเคลื่อน จะกลายเป็น “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” คือ ใช้พื้นที่ทั้ง 100 ครอบครัวที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งจังหวัด มายึดโยงทำเป็นเครือข่าย ร้อยเรียง วางแผน ในการปลูก การเลี้ยง สิ่งที่เหมือน ๆ กัน เพื่อให้มีจำนวนมาก ก็จะกลายเป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งกำลังหลักที่สำคัญเสมอ คือ ต้องไม่ทำอะไรคนเดียว และต้องร่วมมือกับ 7 ภาคีเครือข่าย อันประกอบด้วย ภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารมวลชน อันจะทำให้เราเป็นเหมือนแขนงไม้ไผ่หลาย ๆ แขนงมารวมกัน ทำให้ให้เรามีพลัง แข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะสงฆ์ เป็นที่พึ่งของประชาชน ท่านมีภูมิธรรม มีภูมิความรู้ มีจิตใจเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ถ้าท่านลงมาช่วยจะทำให้เกิดสิ่งดี ๆ แบบวันนี้ โดยเราทุกคนต้องลงมาช่วยกัน เพราะเราทุกคนต่างมีหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ในการมุ่งมั่นขับเคลื่อนพัฒนาองค์ความรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” และอารยเกษตร หลอมรวมพัฒนาสู่ “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” ด้วยใจรุกรบ ด้วยแรงปรารถนา (passion) ที่อยากจะทำ อยากสร้างความสุขด้วยใจอาสา เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน


















คนตามข่าว

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้ กรมทางหลวง (ทล.) เร่งแก้ปัญหา กรณีคานสะพานลอยกลับรถหล่นบนถนนพระราม 2 โดยด่วน พร้อมตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเยียวยาผู้ประสบเหตุอย่างเต็มที่

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้ กรมทางหลวง (ทล.) เร่งแก้ปัญหา กรณีคานสะพานลอยกลับรถหล่นบนถนนพระราม 2 โดยด่วน พร้อมตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเยียวยาผู้ประสบเหตุอย่างเต็มที่

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า จากกรณีอุบัติเหตุคานสะพานลอยกลับรถ ที่ กม. 34 ทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) ใกล้กับโรงพยาบาลวิภาราม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร หล่นทับรถยนต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บนั้น นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการด่วนให้ อธิบดีกรมทางหลวง พร้อมด้วยผู้อำนวยการศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 3 (ปทุมธานี) และผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสมุทรสาคร ร่วมลงพื้นที่ทันที เพื่อตรวจสอบ และหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
🚧 จากการลงพื้นที่ พบว่าเหตุเกิดในวันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม 2565 เวลาประมาณ 20.00 น. ถนนพระราม 2 ตอน สะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน - นาโคก ที่ กม. 34 บริเวณโครงการปรับปรุงสะพานกลับรถบริเวณใกล้กับโรงพยาบาลวิภาราม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ขณะที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่คุมงาน และคนงาน อยู่ระหว่างการเตรียมความเรียบร้อยพื้นที่เพื่อจะเทพื้นสะพานใหม่ หลังจากที่ได้ทุบพื้นสะพานช่วงที่ชำรุดเสียหายออกแล้ว ทันใดนั้นคานสะพานลอยตัวริมสุดได้ร่วงหล่นลงมาทับรถยนต์ที่สัญจรบนถนนพระราม 2 เป็นเหตุให้มีรถได้รับความเสียหายจำนวน 3 คัน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย (ประชาชนในรถเกิดเหตุ เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย และเจ้าหน้าที่กรมทางหลวง เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย) ซึ่งได้ประสานให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลแล้ว ทั้งนี้ได้ปิดช่องจราจรช่องทางหลัก (ขาเข้า) โดยให้วิ่งทางคู่ขนานแทน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ทาง
🚘 สำหรับสะพานกลับรถบนทางหลวงหมายเลข 35 หรือถนนพระราม 2 ที่ กม. 34 (สะพานกลับรถบริเวณใกล้โรงพยาบาลวิภาราม) ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2536 ซึ่งได้ใช้งานมาเป็นระยะเวลานานเกือบ 30 ปี จึงมีความจำเป็นต้องบูรณะซ่อมแซมสะพาน โดยเริ่มเข้าซ่อมแซมสะพานตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา กำหนดแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2565 ประกอบด้วยการทุบรื้อพื้นสะพานและเปลี่ยนพื้นใหม่ จำนวน 2 ช่วง งานสกัดโครงสร้างสะพานที่เสียหาย ส่วนที่อยู่บนคานคอนกรีตอัดแรง รวมทั้งบริเวณพื้นที่ส่วนของทางขึ้นทางลง เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะใช้งานได้อย่างแข็งแรงปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพในการกลับรถขาเข้าบนถนนพระราม 2
⛑ ที่ผ่านมา ทล. ได้เน้นย้ำเรื่องมาตรการความปลอดภัยในระหว่างการก่อสร้างอย่างสูงสุด เพื่อไม่ให้ประชาชนผู้ใช้ทางได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ครั้งนี้นับเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่ ทล. จะต้องทบทวนและพิจารณามาตรการเสริมความปลอดภัยด้านต่าง ๆ เพิ่มเติมมากขึ้นในทุกมิติ เพื่อให้เกิดความมั่นใจก่อนจะเริ่มงานโครงการต่อไป
🙏🏻 กระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวง ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยในวันนี้ (1 สิงหาคม 2565) ทล. จะตั้งกรรมการตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริง วิเคราะห์สาเหตุที่เกิดขึ้นโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ให้รายงานผลภายใน 14 วัน และให้ระงับการซ่อมแซมโครงสร้างสะพานกลับรถนี้ รวมทั้งปิดการจราจรช่องทางหลักขาเข้าไว้ก่อน จนกว่าจะมีความมั่นใจในความปลอดภัย และได้สั่งการให้ตรวจสอบ ขั้นตอนการทำงาน วัสดุชิ้นส่วนงานก่อสร้าง เครื่องมือเครื่องจักร และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ให้มีความพร้อม หากพบว่าส่วนใดส่วนหนึ่งไม่พร้อม ไม่ปลอดภัย ให้หยุดงานก่อสร้างทันที โดยเน้นย้ำให้ใช้มาตรการความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างอย่างสูงสุด ซึ่งมีกว่า 200 โครงการ ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันและไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ หรือผลกระทบด้านความปลอดภัยต่อประชาชนผู้ใช้ทางขึ้นอีก ทั้งนี้กรมทางหลวงพร้อมที่จะรับผิดชอบเยียวยาให้กับผู้ประสบเหตุอย่างเต็มที่ และขออภัยประชาชนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้






คนตามข่าว รายงานต่อ

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่จังหวัดพิจิตร



นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่จังหวัดพิจิตร

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดพิจิตร พร้อมด้วย นายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางสุขสมรวย วันทนียกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม โดยมี นายไพบูลย์ ณะบุตรจอม ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปการดำเนินงานโครงการสำคัญ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2565 ณ แขวงทางหลวงพิจิตร
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพิจิตรในครั้งนี้มีภารกิจที่สำคัญ ได้แก่ การติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาด้านคมนาคมที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ตามที่กระทรวงคมนาคมได้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโครงข่ายคมนาคม การส่งเสริมการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศ โดยเร่งรัดการเปิดให้บริการโครงข่ายคมนาคม เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะครอบคลุมทุกมิติทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ดังนี้
มิติด้านการพัฒนาทางถนน มีโครงการสำคัญในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ได้แก่ การพัฒนาโครงข่ายทางหลวง การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงชนบท การศึกษาแผนแม่บทการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค MR-MAP และการเชื่อมโยงการขนส่งสาธารณะ รายละเอียดดังนี้
1. การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงจังหวัดพิจิตร
1.1 ทางหลวงหมายเลข 11 แยกอินทร์บุรี - อำเภอสากเหล็ก ตอนอำเภอทับคล้อ - อำเภอสากเหล็ก ระยะทาง 30.900 กิโลเมตร (ขยายเป็น 4 ช่องจราจร) ปัจจุบันมีความก้าวหน้าโครงการ ร้อยละ 41.93 คากว่าจะเปิดให้บริการในปี 2566
1.2 ทางหลวงหมายเลข 11 อำเภออินทร์บุรี - อำเภอสากเหล็ก ตอนไดตาล - เขาทราย ตอน 3 ระยะทาง 19.523 กิโลเมตร (ขยายเป็น 4 ช่องจราจร) ปัจจุบันมีความก้าวหน้าโครงการ ร้อยละ 26.29 คากว่าจะเปิดให้บริการในปี 2567
1.3 ทางหลวงหมายเลข 115 กำแพงเพชร - พิจิตร ตอนตำบลบึงบัว - บ้านคลองโนน ระยะทาง 9.150 กิโลเมตร (ขยายเป็น 4 ช่องจราจร) ลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2565 คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2567
1.4 ทางหลวงหมายเลข 115 กำแพงเพชร - พิจิตร ตอนบ้านเนินสมอ - สี่แยกสากเหล็ก ระยะทาง 10.860 กิโลเมตร (ขยายเป็น 4 ช่องจราจร) ปัจจุบันมีความก้าวหน้าโครงการ ร้อยละ 25.46 คากว่าจะเปิดให้บริการในปี 2567
1.5 ทางหลวงหมายเลข 1067 บ้านโพทะเล - สี่แยกโพธิ์ไทรงาม ระยะทาง 11.400 กิโลเมตร (ปรับเป็นมาตรฐานทางชั้น 1) ปัจจุบันมีความก้าวหน้าโครงการ ร้อยละ 1.42 คากว่าจะเปิดให้บริการในปี 2568
1.6 โครงการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงหมายเลข 113 ตอนเขาทราย - ฆะมัง กม.81+400 – 84+600 โดยขยายเป็น 4 ช่องจราจร ระยะทาง 30.200 กิโลเมตร ผลงานก่อสร้าง ร้อยละ 62.55
1.7 โครงการก่อสร้างปรับปรุงแยกทางหลวง ทางหลวงหมายเลข 1070 และทางหลวงหมายเลข 1289 โดยปรับปรุงทางแยกและเพิ่มมาตรฐานชั้นทางหลวง ผลงานก่อสร้าง ร้อยละ 34.68
1.8 โครงการยกระดับความปลอดภัยทางแยกขนาดใหญ่ ทางหลวงหมายเลข 113 กม.81+202 (แยกศิริวัฒน์) โดยก่อสร้างปรับปรุงเปลี่ยนผิวจราจรทางแยกเป็นผิวคอนกรีต ผลงานก่อสร้าง ร้อยละ 82.90
1.9 โครงการยกระดับความปลอดภัยทางแยกขนาดใหญ่ ทางหลวงหมายเลข 115 กม.86+308 (แยกดงชะพู) โดยก่อสร้างปรับปรุงเปลี่ยนผิวจราจรทางแยกเป็นผิวคอนกรีต ผลงานก่อสร้าง ร้อยละ 88.20
นอกจากนี้ ยังมีงานบำรุงรักษาทางหลวงและงานอำนวยความปลอดภัย จังหวัดพิจิตร ที่ได้รับงบประมาณปี 2565 จำนวน 24 แผน เป็นเงิน 256.298 ล้านบาท การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงจังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นแผนปีงบประมาณ 2566 จำนวน 4 โครงการ เป็นเงิน 160 ล้านบาท และงานบำรุงรักษาทางหลวงและงานอำนวยความปลอดภัย จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นแผนปีงบประมาณ 2566 จำนวน 22 แผน เป็นเงิน 294.9 ล้านบาท
2. การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคมมีโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2565 จำนวน 71 โครงการ วงเงินงบประมาณ 514.290 ล้านบาท แบ่งออกเป็น งานก่อสร้างทางและสะพาน 9 โครงการ งานบำรุงรักษาทาง 27 โครงการ และงานอำนวยความปลอดภัย 25 โครงการ ส่วนแผนพัฒนาทางหลวงชนบทจังหวัดพิจิตรในอนาคต มีจำนวน 30 โครงการ วงเงินประมาณ 245.751 ล้านบาท
3. แผนแม่บท MR-MAP โครงข่ายคมนาคมที่ประกอบไปด้วยถนนมอเตอร์เวย์และทางรถไฟ พัฒนาอยู่ในพื้นที่บริเวณเดียวกันเพื่อเชื่อมโยงการเดินทางในพื้นที่ภาคใต้กับภาคอื่นของประเทศไทยให้สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ส่งเสริมการขนส่งสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง โดยแผนการดำเนินการมีดังนี้
- ปี 2564 แผนแม่บทโครงข่าย MR-MAP ได้ศึกษาแล้วเสร็จ และคณะกรรมการจัดการจราจรทางบกได้เห็นชอบแล้ว
- ปี 2565 หน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรมทางหลวง และการรถไฟแห่งประเทศไทยจะได้ดำเนินการสำรวจและออกแบบในรายโครงการต่อไป
ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการออกแบบเส้นทางเบื้องต้น ได้แก่ MR2 (ช่วงชลบุรี – นครราชสีมา) MR5 (ช่วงนครราชสีมา - อุบลราชธานี) และ MR8 (ช่วงชุมพร - ระนอง) โดยจะเริ่มก่อสร้างเส้นแรกได้ในช่วงปี 2566 และเปิดให้บริการได้ในปี 2568
มิติการพัฒนาทางราง กระทรวงคมนาคมมีแผนพัฒนารถไฟทางคู่ทั่วประเทศ แบ่งออกเป็นแผนพัฒนารถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน (พ.ศ. 2560 - 2564) จำนวน 7 เส้นทาง ระยะทาง 993 และแผนพัฒนารถไฟทางคู่ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2565 - 2569) จำนวน 7 เส้นทาง ระยะทาง 1,483 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างขออนุมัติโครงการ และจัดทำรายงาน EIA นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีแผนพัฒนารถไฟทางคู่ในระยะถัดไปอีกจำนวน 12 เส้นทาง โดยแบ่งเป็น แผนพัฒนาในปี 2565 - 2569 จำนวน 1 โครงการ สุราษฎร์ธานี - ท่านุ่น ระยะทาง 163 กิโลเมตร งบประมาณ 44,218 ล้านบาท (อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม.) แผนพัฒนาในปี 2570 – 2579 จำนวน 3 โครงการ โดยการพัฒนาเส้นทางรถไฟทางคู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2565 – 2569) เส้นทางปากน้ำโพ - เด่นชัย อยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ และแพร่ ระยะทาง 281 กิโลเมตร มีสถานีจำนวน 43 สถานี ย่านกองเก็บตู้สินค้า 3 แห่ง อยู่ระหว่างขออนุมัติโครงการ
มิติการพัฒนาทางน้ำ มีโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง จังหวัดพิจิตร จำนวน 8 งาน ซึ่งกรมเจ้าท่าดำเนินการแล้วเสร็จ การขุดรอกและบำรุงรักษาร่องน้ำภายในประเทศ และโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบึงสีไฟ ระยะที่ 1 ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 และระยะที่ 2 ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤษภาคม 2565
มิติการพัฒนาทางอากาศ จังหวัดพิจิตรอยู่ห่างจากจังหวัดพิษณุโลกประมาณ 90 กิโลเมตร สามารถเดินทางใช้ท่าอากาศยานพิษณุโลกได้อย่างสะดวก ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมมีแผนพัฒนาท่าอากาศยานพิษณุโลก เป็นงานก่อสร้างลานจอดรถยนต์ และปรับปรุงกายภาพท่าอากาศยานพิษณุโลก ซึ่งผลการดำเนินงานเดือนมิถุนายน 2565 มีความก้าวหน้าร้อยละ 33.69
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีโครงการเพื่อเชื่อมโยงระบบการขนส่งสาธารณะ จากสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิจิตร ประกอบด้วย รถหมวด 1 จำนวน 2 เส้นทาง รถหมวด 2 จำนวน 2 เส้นทาง รถหมวด 3 จำนวน 6 เส้นทาง รถหมวด 4 จำนวน 5 เส้นทาง
ทั้งนี้ เมื่อโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดพิจิตรดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์ จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่งให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย รองรับปริมาณการเดินทางและการขนส่งที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้อย่างเพียงพอ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริม กระตุ้นเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

คนทำข่าว 

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งเตรียมการรับมือ จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ป้องกันปัญหาเที่ยวบินป่วนแบบยุโรป - สหรัฐอเมริกา พร้อมมีมติขยายมาตรการบรรเทาผลกระทบสายการบินจากโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ต่อไปอีก 1 ไตรมาส


นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งเตรียมการรับมือ จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ป้องกันปัญหาเที่ยวบินป่วนแบบยุโรป - สหรัฐอเมริกา พร้อมมีมติขยายมาตรการบรรเทาผลกระทบสายการบินจากโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ต่อไปอีก 1 ไตรมาส

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในฐานะประธานกรรมการการบินพลเรือนได้สั่งการให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง ประสานงานกับผู้ประกอบการสายการบิน สนามบิน รวมทั้งผู้ประกอบการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมรองรับปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสารที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังพบว่าระบบการขนส่งทางอากาศในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีความโกลาหล จากการที่ประชาชนมีความต้องการเดินทางพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 คลี่คลายลง ในการประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565
จากกรณีที่สนามบินทั่วยุโรปและในสหรัฐอเมริกาเกิดความโกลาหลอย่างหนัก โดยมีผู้โดยสารและสัมภาระตกค้างจากการยกเลิกเที่ยวบินและมีเที่ยวบินล่าช้าเป็นจํานวนมาก ตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 เป็นต้นมา โดยในยุโรปได้มีการยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วเกือบแสนเที่ยวบิน ส่วนในสหรัฐอเมริกายกเลิกเที่ยวบินไปไม่น้อยกว่า 20,000 เที่ยวบินในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 คลี่คลายลง ทําให้มีนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ทั้งยุโรปและอเมริกาประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการบิน ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับลดพนักงานไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งผลกระทาบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ทําให้เจ้าหน้าที่ต้องกักตัวจนขาดผู้ปฏิบัติงาน ประกอบกับในหลายประเทศมีการนัดหยุดงานของบุคลากรในอุตสาหกรรมการบิน ประธาน กบร. จึงได้สั่งการให้ กพท. และ บวท. เตรียมความพร้อมทุกมิติ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นในระบบการบินของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงที่จะมีเที่ยวบินและผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนนี้
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มติส่งเสริมการฟื้นตัวและผลักดันการเติบโตอุตสาหกรรมการบินของไทยอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
1. การขยายมาตรการบรรเทาผลกระทบสายการบินจากโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ในไตรมาสที่ 3/2565
ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์ COVID-19 ที่ระบาดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทำให้จำนวนเที่ยวบินรวมทั้งจำนวนผู้โดยสารทั้งในและระหว่างประเทศได้รับผลกระทบ ซึ่งจากนโยบายการผ่อนคลายเงื่อนไขการเดินทางเข้าประเทศในไตรมาสที่ 2/2565 ทำให้จำนวนผู้โดยสารทั้งในประเทศและระหว่างประเทศเริ่มฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการสายการบินยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยอื่น คือ อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและระดับราคาน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับสายการบิน ให้สามารถฟื้นตัวจากผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 และสถานการณ์แวดล้อมอื่น ๆ กบร. จึงมีมติให้ขยายมาตรการช่วยเหลือ สายการบินออกไปอีกในไตรมาสที่ 3/2565 ดังนี้
1.1 มาตรการด้านการลดค่าใช้จ่ายของสายการบิน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ขยายระยะเวลาปรับลดค่าบริการสนามบิน (Landing and Parking Charges) ลง ร้อยละ 50 ทั้งเที่ยวบินภายในประเทศและเที่ยวบินระหว่างประเทศ และขยายเวลาการยกเว้นการจัดเก็บค่าบริการที่เก็บอากาศยาน (Parking Charge) ให้แก่สายการบินที่หยุดให้บริการชั่วคราว
1.2 มาตรการทางการเงิน กพท. ขยายระยะเวลาชำระหนี้ (Credit Terms) ค่าธรรมเนียมการเข้าหรือออกนอกประเทศ จาก 15 วันเป็น 90 วัน และยกเว้นเงินเพิ่ม (ค่าปรับ) ให้กับสายการบินที่นำส่งค่าธรรมเนียมการเข้าหรือออกประเทศล่าช้า ขณะที่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราค่าเช่าสำหรับทุกกิจกรรมในอัตราค่าเช่าไม่ต่ำกว่าที่กรมธนารักษ์กำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 31 ธันวาคม 2565
สำหรับแนวโน้มของจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศไทย สถานการณ์การอ่อนค่าของเงินบาทจะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวสามารถแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐให้เป็นเงินบาทไทยในจำนวนที่มากขึ้น ในขณะเดียวกัน สถิติจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประมาณการโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ช่วงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 20 พฤษภาคม 2565 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยจำนวนทั้งหมด 1.08 ล้านคน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านคน โดยในไตรมาสที่ 2 และ 3 จะมีการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง เนื่องจากเป็นฤดูกาล Low season ของการท่องเที่ยว แต่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในไตรมาสที่ 4 เนื่องจากเป็น High season และในปี 2566 คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 19 ล้านคน
สำหรับกลุ่มผู้โดยสารชาวจีน ปัจจุบันรัฐบาลจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการการเดินทางระหว่างประเทศกับไทย แต่ยังคงอนุญาตให้เฉพาะการเดินทางที่จำเป็นในกลุ่มนักธุรกิจ นักเรียนและนักศึกษา โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (CAAC) อนุญาตให้สายการบินของไทยและจีน ทำการบินแบบประจำรับขนส่งผู้โดยสารระหว่างไทยกับจีนฝ่ายละ 3 เที่ยวต่อสัปดาห์ ช่วงเดือนกรกฎาคม - ตุลาคม 2565 โดยจากจำนวนเที่ยวบินจะยังไม่ส่งผลมากต่อการเพิ่มปริมาณผู้โดยสารที่เดินทางเข้า-ออกประเทศไทย แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศกับกลุ่มตลาดใหญ่อย่างจีน และเป็นจุดเริ่มต้นให้ สายการบินของไทยได้เตรียมความพร้อมตามมาตรการสาธารณสุขของจีนด้วย หากสายการบินของไทยดำเนินการไปได้ด้วยดี ทางการจีนอาจเพิ่มจำนวนเที่ยวบินให้กับประเทศไทยต่อไป
2. การทบทวนแผนแม่บทห้วงอากาศและการเดินอากาศแห่งชาติ
กบร. ได้มีมติเห็นชอบการทบทวนแผนแม่บทห้วงอากาศและการเดินอากาศแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนหลักในการพัฒนาระบบห้วงอากาศและโครงสร้างพื้นฐานระบบการเดินอากาศของประเทศไทย ให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยปรับให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้งในแง่ของกรอบเวลาและแผนการพัฒนาด้านอื่น ๆ ของไทย
3. การออกใบอนุญาตและต่อใบอนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการการบินพลเรือน

กบร. ได้มีมติเห็นชอบให้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการการบินพลเรือนให้ผู้ประกอบการที่ยื่นคำขอ 2 ราย ได้แก่ บริษัทเอเซีย เอวิเอชั่น แอนด์ เทคโนโลยี จํากัด และบริษัทแอร์ อินเตอร์ ทรานสปอร์ต จำกัด รวมทั้งเห็นชอบให้ต่อใบอนุญาตฯ ให้ผู้ประกอบการ 4 ราย ได้แก่ บริษัทเอเชี่ยน แอโรสเปซ เซอร์วิส จํากัด บริษัท แอ๊ก โกลบอล จํากัด บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จํากัด และบริษัท เอ็มเจ็ท จํากัด ตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองการออกใบอนุญาตประกอบกิจการการบินพลเรือนได้ตรวจสอบคุณสมบัติและพิจารณาให้ความเห็นชอบในเบื้องต้นมาแล้ว


 มังกร 99 

กระทรวงเกษตรฯ จัดกิจกรรม Thailand National Day และกิจกรรมสัปดาห์ประเทศไทย ในงาน EXPO 2022 Floriade Almere


กระทรวงเกษตรฯ จัดกิจกรรม Thailand National Day และกิจกรรมสัปดาห์ประเทศไทย ในงาน EXPO 2022 Floriade Almere

กระทรวงเกษตรฯ จัดกิจกรรม Thailand National Day และกิจกรรมสัปดาห์ประเทศไทย ในงาน EXPO 2022 Floriade Almere อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พร้อมโชว์ศักยภาพพืชสวนไทย อาหารไทย ศิลปวัฒนธรรมไทย

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม Thailand National Day และกิจกรรมสัปดาห์ประเทศไทย ในงาน The International Horticultural Expo (EXPO 2022 Floriade Almere) ณ เมือง Almere ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2565 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งเป็นการโชว์ศักยภาพด้านพืชสวนไทย อาหารไทย ศิลปวัฒนธรรมไทย และการท่องเที่ยวประเทศไทย สู่สายตาชาวโลก โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายการเกษตร ณ กรุงบรัสเซลส์ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการจัดงาน ได้แก่ ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมงาน
สำหรับในช่วงเช้า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Thailand National Day หรืองานเสมือนวันชาติไทย ณ บริเวณ Main Stage ภายในงาน The International Horticultural Expo (Expo 2022 Floriade Almere) โดยได้รับเกียรติจากนายกเทศมนตรีเมือง Almere และ Commissioner General ของงาน EXPO 2022 Floriade Almere กล่าวต้อนรับ และมีคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยภายในงานมีพิธีเชิญธงชาติไทย พร้อมทั้งมีการแสดงทางวัฒนธรรมไทย และการนำคณะผู้บริหารเยี่ยมชม Pavilion ของประเทศ และองค์กรต่าง ๆ และในโอกาสอันดีนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเชิญชวนผู้สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลก 2569 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2569 – เดือนมีนาคม 2570 ณ จังหวัดอุดรธานี อย่างเป็นทางการ
ช่วงบ่าย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565 ณ บริเวณอาคาร Thailand Pavilion และมีพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แขกผู้มีเกียรติ ผู้แทนจากประเทศและองค์กรที่เข้าร่วมจัดงาน และชุมชนชาวไทยในเนเธอร์แลนด์เข้าร่วมพิธีในช่วงค่ำ โดยตลอดทั้งวันได้จัดให้มีกิจกรรมการสาธิตนวดแผนไทย การแกะสลักผักและผลไม้ การสาธิตประกอบอาหารไทย การแสดงถนนสายอาหาร การแสดงนาฏศิลป์ไทย การแสดงดนตรีสากล และเพลงพระราชนิพนธ์
นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2565 ยังได้จัดกิจกรรมนิทรรศการหมุนเวียน เรื่อง “New selection for good health” เป็นนิทรรศการเกี่ยวกับผัก โดยนำเสนออาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย คือ ต้มยำกุ้ง ซึ่งมีพืชผักไทยเป็นส่วนประกอบหลัก ได้แก่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก หอมแดง มะนาว ผักซีฝรั่ง ต้นผักชี และเห็ดฟางและอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของชาวยุโรปที่รักสุขภาพ ได้แก่ Plant based meat โดยใช้เห็ดแครงเป็นพืชทดแทน เนื้อสัตว์ ซึ่งเห็ดแครงเป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ณ บริเวณอาคาร Thailand Pavilion อีกด้วย ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เข้าร่วมจัดงาน Floriade เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่มีมาตลอดระยะเวลา 418 ปี และเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้นำเสนอนวัตกรรม ด้านการเกษตร อาหาร ตลอดจนการท่องเที่ยว วัฒนธรรมและประเพณีไทยมาเผยแพร่สู่สายตาประชาคมโลก ผ่านแนวคิด TRUST Thailand และแนวคิดย่อย 3S คือ Safety Security และ Sustainability พร้อมทั้งนำเสนอการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวทาง BCG model และ Smart city ผ่านโครงการ Bangkok Green Project ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ และความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยได้ที่อาคาร Thailand Pavilion ซึ่งปัจจุบันมียอดผู้เข้าชมแล้ว 166,395 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2565) หรือสามารถเข้าชมนิทรรศการแบบเสมือนจริงได้ทาง www.thailandfloriade2022.com






































มทภ.2 เยี่ยมครอบครัว วีรบุรุษทหารกล้า ผู้เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย–กัมพูชา พลโท วีระยุทธ รักศิลป์  แม่ทัพภาคที่ 2 ได้...