วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569


เหยี่ยวข่าวพญายม 915 ศูนย์ข่าวภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือออนไลน์อดีต.สส.ภูเก็ตเดือดให้สัมภาษณ์ 4 ช่อง 7 เกี่ยวกับกลุ่มกุ้ยมาเฟียภูเก็ต หลังนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ภูเก็ตเพื่อติดตามปัญหาการบุกรุกที่ดินรัฐ ที่สาธารณะ และประเด็น ผู้มีอิทธิพล มีข้อสังเกตว่า ปัญหานี้ไม่ควรถูกลดทอน ให้เป็นเพียงเรื่องของ กุ๊ย หรือผู้กระทำผิดรายย่อย เพราะในความเป็นจริงอาจมี โครงสร้างผลประโยชน์ที่ใหญ่กว่านั้นเกี่ยวข้องอยู่ นายอนุทิน ชาญวรกุล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ภูเก็ตตรวจสอบ ประเด็นสำคัญคือ หากมีการบุกรุก ใช้ประโยชน์ ซื้อขาย หรือประกอบกิจการบนที่ดินที่อาจเป็นของรัฐ ที่ป่า ที่ราชพัสดุ ทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ หรือที่สาธารณะ ควรตรวจสอบให้ชัดว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้รังวัด ใครรับรองแนวเขต ใครออกเอกสาร ใครอนุญาตให้ประกอบกิจการ และมีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเกี่ยวข้องหรือ ปล่อยปละละเลยหรือไม่ ประเด็นหลัก

1. ผู้มีอิทธิพล ไม่ได้มีแค่รายย่อย ปัญหาไม่ ควรถูกโยนไปที่ชาวบ้านหรือ ผู้ประกอบการรายเล็กเท่านั้น แต่ควรตรวจสอบกลุ่มทุน ผู้ประกอบการรายใหญ่ และผู้ที่ใช้ช่องว่างของกฎหมาย หรือความสัมพันธ์กับ เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อแสวงหาประโยชน์ จากที่ดินรัฐและพื้นที่ สาธารณะ

2. เจ้าหน้าที่รัฐ บางส่วนอาจเป็นต้นทาง ของปัญหา การใช้ที่ดินรัฐ หรือพื้นที่สาธารณะใน ลักษณะใหญ่โต มักเกิดขึ้น ได้ยากหากไม่มีการรับรอง อนุญาต เพิกเฉย หรือปล่อยผ่านจากเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง จึงควรตรวจสอบ ทั้งผู้ครอบครองพื้นที่และ เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจอนุมัติ หรือตรวจสอบ

3. ต้องแยก ชาวบ้านออกจากกลุ่มทุน การจัดการปัญหา ที่ดินต้องแยกให้ชัดระหว่าง ชาวบ้านที่ทำกินหรือ อยู่อาศัยมาก่อน กับกลุ่มทุน ผู้ประกอบการหรือบุคคล ที่เข้ามาใช้พื้นที่รัฐเพื่อ ประโยชน์เชิงพาณิชย์ภายหลัง หากเหมา รวมทั้งหมด อาจกลายเป็นการรังแก ประชาชนรายเล็ก

4. ต้องตรวจสอบพื้นที่ที่มีข้อสงสัยด้วยหลักฐานจริงพื้นที่อย่างหาดฟรีดอม บางเทา แหลมพรหมเทพ หรือพื้นที่ลักษณะเดียวกับกรณีเขากระโดง ควรถูกตรวจสอบด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น ภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลัง ประวัติการครอบครอง เอกสารสิทธิ์ แนวเขต การออกบ้านเลขที่ และใบอนุญาตประกอบกิจการ

5. ปัญหาหลักคือการบังคับใช้กฎหมายไม่เท่าเทียม ข้อกังวลสำคัญคือ คดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลหรือกิจการขนาดใหญ่มักล่าช้า ไม่คืบหน้า หรือยังเปิดดำเนินการต่อได้ ขณะที่ชาวบ้านหรือรายเล็กกลับถูกดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดคำถามเรื่องมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย

6. นายกรัฐมนตรีควรได้รับข้อมูลรอบด้าน เรื่องที่ดิน ป่าไม้ คทช. เอกสารสิทธิ์ และสิทธิทำกินของประชาชนเป็นเรื่องซับซ้อน การแก้ปัญหาจึงไม่ควรอาศัยรายงานจากราชการฝ่ายเดียว แต่ควรรับฟังข้อมูลจากหลายฝ่าย รวมถึงชาวบ้าน ผู้เชี่ยวชาญ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ สรุปสุดท้ายปัญหาที่ดินรัฐ และผู้มีอิทธิพลใน จ.ภูเก็ตเป็นปัญหาเชิงระบบ ที่ต้องตรวจสอบทั้งต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ไม่ใช่ตรวจเฉพาะ ผู้ครอบครองหรือผู้ ประกอบการปลายทางเท่านั้น แต่ต้องย้อนดูมั่งกระบวนการ รังวัดการรับรองเอกสาร การออกใบอนุญาต การปล่อยให้เปิดกิจการ และบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องหากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ผู้ประกอบการรายเล็ก กลุ่มทุน โรงแรม สถานบันเทิง หรือเจ้าหน้าที่รัฐ และต้องแยกให้ชัดว่าใครคือชาวบ้านที่มีสิทธิทำกินเดิม ใครคือผู้แสวงหาประโยชน์ และใครควรต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรของรัฐ ข้อเสนอควรตั้งคณะทำงาน ตรวจสอบเฉพาะกิจ ที่เป็นกลาง ใช้หลักฐานจริง ตรวจสอบรายพื้นที่อย่าง โปร่งใส และเปิดเผยผลต่อ สาธารณะ โดยต้องตรวจ ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ กลุ่มทุน และเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เลือกบังคับใช้กฎหมายเฉพาะ บางฝ่าย





ข้อมูลภาพข่าวโดย ยอดขุนศึกพญายม 915 รายงาน ติดต่อประสานงาน รับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ผ่านสื่อ 082-152-3279  ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"กองทัพภาคที่2 มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง ประจำปี 2569 " พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ...